24-08-2009 เจย์ซึมซับความรู้มากมายจากเเง่มุมต่างๆของชีวิต โดยทำตัวให้เป็นเหมือนฟองน้ำ
Source: Jay2u news team by Princess J
Translated by DragonPrince of Jay2u
เเปลไทย เเพรคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
เจย์เดินทางมาร่วมงานครบรอบสิบปีของ บริษัทมือถือจีหลินของจีน ในวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา
เเละเมื่อโชว์จบเจย์ก็วางกระบองคู่ของเขาลง เเละบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาประทับใจฉางชุนมาก
เจย์เคยตอบรับคำเชิญของฉางชุนตอนเขาโปรโมทอัลบั้มที่สอง เจย์กล่าวว่า
“มีหลายคนที่รู้จักผมตั้งเเต่ผมเข้ามาทำงานอาชีพนี้เเรกๆ” เเละเมื่อพูดคัยกับเจย์ถึงความคืบหน้าของอัลบั้มใหม่ เเละความฝันในการทำงานหนังในฮอลลิวู๊ดเป็นจริง
เจย์ได้เปิดเผยว่า ” ผมก็เหมือนกับฟองน้ำครับ มีเรื่องมากมายให้เรียนรู้จากงานในทุกๆด้าน อย่างความเเตกต่างของมัน ผมอุทิศเวลาครึ่งหนึ่งให้กับงานเพลง เเละอีกครึ่งหนึ่งของผมให้กับงานหนังในอนาคต”
ในงานนี้นักข่าวบอกกับเจย์ว่าเเฟนเพลงนั้นยังไม่จุใจกับเจย์เท่าไหร่ เพราะว่าเจย์ร้องเพลงเเค่สี่เพลงเท่านั้น
พอเจย์ได้ยินอย่างนั้นก็ตอบติดตลกกลับมาว่า”ร้องเพลงน้อยๆอย่างนี้มันทำให้ผมจำเนื้อเพลงได้หมดนะ”
เว่ยป๋อ ประเมินเจย์ในหน้าที่ผู้กำกับว่าเป็นผู้กำกับที่ไม่โหดเท่าไหร่
เจย์เเละเว๋ยป๋อนั้นทั้งคู่สนิทกัน เเละล่าสุดเว่ยป๋อก็ถูกเชิญให้มาร่วมเเสดงละครของเจย์เรื่อง Panda men
เเละเห็นได้ว่าเพื่อนของเขาก็ช่วยโปรโมทผู้กำกับโชว์ด้วย เว่ยป๋อกล่าวว่า
“เจย์นั้นก็ยังเหมือนเดิม เขาไม่ได้เข้มงวดเหมือนกับผู้กำกับคนอื่นๆหรอก”
มีฉากที่เว่ยป๋อไปเเสดงด้วยนั้น เขาได้เล่นกับนางเอกหน้าใหม่ Tang Yan
เเละหลังจากถ่ายทำไปได้ครึ่งวัน ผู้กำกับเจย์ก็ไม่ค่อยพอใจกับฉากที่ถ่ายไปหลายๆฉาก
เขาก็พูดเเซวตัวเองว่า”ผมได้ยินมาว่าค่าเช่าสถานที่ถ่ายทำที่นี่ราคาไม่ใช่ถูกๆเลยนะ”
จากที่เจย์บ่นนั้น เว่ยป๋อนั้นดูเหมือนว่าก็จะไม่เห็นด้วยเหมือนกัน”เขาตั้งใจเตรียมงานมากเเละเขาก็เชิญผมมา ผมควรที่จะลืมเนื้อเพลงของผมไปให้หมด เเล้วก็มาจำบทละครให้ได้”
เเต่อย่างไรก็ตาม เว่ยป๋อก็บอกว่าเขามีความสุขที่ได้มาร่วมงานกับเจย์
“ผมไม่รู็สึกถึงความกดดันเืมื่อผมมาเเสดงละครเรื่องนี้ ผมเป็นนักเเสดงรับเชิญ
เหมือนกับตอนที่ผมเเสดงใน “Miss No Good” ร่วมกับดาราคนสำคัญอื่นๆในฉาก
ผมรู้สึกผ่อนคลายในการถ่ายละครกับเจย์ เเละเจย์ก็ดูไม่ได้เข้มงวดอะไรมากเมื่อเขาอยู่หลังมอนิเตอร์”
เมื่อถามว่าอะไรที่ดึงดูดความสนใจของเจย์ในตอนนี้ได้มากกว่ากันระหว่าง หนัง เเละ เพลง
เจย์กล่าวว่า ” สำหรับเพลงนั้นเอาไป 90% ของทั้งหมด เเละผมก็หวังว่ามันก็จะมากกว่านั้น”
(จริงหรอเจย์??? เชื่อเจย์ได้จริงหรอ?? เจย์ให้ความสนใจกับเพลงเเต่เจย์ไม่ได้ให้เวลากับมันนะคะ!!)
หลังจากจุดเริ่มต้นในงานหนังของเจย์เรื่อง Initial D เจย์ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตอนนี้รุกรานอย่างรวดเร็วเข้ามาในชีวิตของเจย์
ตอนนี้เจย์สร้างหนทางของเขาเดินทางไปสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อถ่ายทำหนังเรื่อง The Green Hornet
เเละได้รับการชื่นชมจากผู้กำกับจากฮอลลิวู๊ด เเละในเวลาเดียวกันเจย์ก็ใช้เวลาว่างทำเพลงใหม่ของเขา
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติ เพราะว่ามีดาราจีนไม่เยอะเท่าไหร่ที่เเสดงหนังกับฮอลลิวู๊ด เเละผมก็เพิ่งมารู้ว่ามีดาราหลายคนเดินทางมาเพื่อคัดเลือกตัวนักเเสดงในบทนี้”
เจย์ไปอยู่ที่อเมริกาสองาสัปดาห์ก่อนที่จะเดินทางมาที่ฉางชุน เจย์เปิดเผยว่าทางทีมงานได้จัดตารางเวลาให้เขาต้องเรียนวันละ 8 ชั่วโมง
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนขับรถผาดโผน ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ เรียนภาษาอังกฤษ
“ผมยอมรับว่าภาษาอังกฤษของผมอ่อนมาก ตั้งเเต่ผมเรียนมาในอดีต บทกวีจีนเป็นเ่รื่องที่ผมเก่งที่สุด”
เจย์นั้นพูดล้อเล่นติดตลกว่าเขาก็ไม่ได้มีปัญหากับการพูดภาษาอังกฤษเท่าไหร่นะ เเล้วสำหรับภาษาอังกฤษที่ใช้ประจำวันก็ได้บ้าง ส่วนคำพูดติดปากของเจย์ตอนนี้คือคำว่า “What the hell?!”
เมื่อเจย์หันหน้าไปยังจอเงินอีกครั้ง เเฟนๆของเขาบางส่วนก็เห็นด้วยกับเจย์ เเต่ก็ยังกังวลเกี่ยวกับว่าเจย์นั้นจะมาโฟกัสทางด้านงานเพลงไหม
พอรู้ว่าเเฟนๆของเขาเป็นกังวลกับเรื่องดังกล่าวเจย์ก็บอกว่า”ผมเริ่มมากจากการร้องเพลง สำหรับผมสัดส่วนของงานเพลงเเละงานหนังประมาณ ห้าสิบห้าสิบ”
เจย์นั้นได้รับประสบการณ์ใหม่มากมายจากตอนที่เจย์ทำหนัง ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้เจย์เจริญก้าวหน้าทางอาชีพ
“ผมประสบความสำเร็จ เก้าสิบเปอร์เซ็นในอาชีพนักร้อง เเละมีการพัฒนาในพื้นที่เล็กๆที่กำลังพัฒนาไปอยู่ ผมหวังว่าจะมีสิ่งใหม่ๆให้ผมได้ลองทำ ผมจะทำตัวให้เหมือนกับฟองน้ำ จะคอบซึมซับสิ่งใหม่ๆที่ละเล็กละน้อยตลอดเวลา”
ไม่มีข่าวเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของเจย์เลย เจย์กล่าววว่า”ผมก็เเค่ไม่มีเวลาที่จะอัดเสียงเเค่นั้น ไม่ต้องเป็นห่วง”
(ก็ไม่อัดเสียงเนี่ยเเหละค่ะเจย์ขา มันเลยทำให้หลายคนเป็นห่วงอ่ะ!!)
จากอัลบั้มเปิดตัวอัลบั้มเเรกของเขาคืออัลบั้ม JAY เขาก็จะใช้เวลาในการทำอัลบั้มใหม่ซึ่งจะออกทุกๆปีตอนประมาณปลายปี
ซึ่งหมายความว่าตอนนี้อัลบั้มใหม่ของเขาก็ต้องกำลังพร้อมเเล้วที่จะออกโปรโมท เเต่ว่าตอนนี้กลับไม่มีข่าวความคืบหน้าอะไรเลย
เจย์บ่นว่างานหนังของเจาทำให้เขาต้องใช้เวลากับมันไปมาก “ผมเขียนเพลงเสร็จเมื่อปีที่เเล้ว เเต่ว่าไม่มีเวลาที่จะอัดเพลงเลย ซึ่งคาดว่าถ้าสถานการณ์มันเลวร้ายสุดๆก็คงออกอัลบั้มใหม่ประมาณมกราคมปีหน้า”
เเล้วเจย์ก็ยังพูดตลกๆเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของเขาว่ามันจะไม่ออกตรงเวลาเสมอไปหรอก
“ผมก็เเค่ไม่มีเวลาที่จะทำมันให้เสร็จสมบูรณ์ เเต่ไม่ได้หมายความว่าผมนั้นยังไม่ได้เริ่มลงมือเขียนเพลงเสียหน่อย”
เจย์บอกว่าถ้ามีเวลาผมก็อาจจะอัดเพลงที่อเมริกาเลยในช่วงระหว่างที่ผมถ่ายหนัง “มันเป็นธรรมเนียมไปเเล้วหรอเนี่ยที่ผมต้องออกอัลบั้มใหม่ทุกปี”
(อ่านข่าวนี้เเล้วอยากจะหัวเราะให้น้ำตาร่วง นี่คนวัย สามสิบเขากำลังเเก้ตัวไปน้ำขุ่นๆนะเนี่ย
เฮ้อ อ่านเเล้วก็อารมณ์เสียไม่ลง โอเคๆ ไม่ออกตรงเวลาก็ได้ รอได้ก็เเล้วกันเจย์
เเต่ขอเป็นอัลบั้มเจ๋งๆ ที่เเบบฟังเเล้วมันใช่ เเละดีสุดๆเลยเเล้วกันเจย์)
ตอนนี้เจย์นั้นยุ่งมากกับการถ่ายหนัง ทำให้เขาละเลยกับงานเพลงอัลบั้มใหม่ของเขา
เเละก็ส่งผลกับการเเสดงสดของเขาด้วยเหมือนกัน เมื่อเจย์เดินทางมาที่ ฉางชุนในวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา
มีคนมาร่วมงานกว่า สามหมื่นคนที่มาคอยเพื่อดูเจย์เเสดง เจย์นั้นอธิบายความรู้สึกของเขาออกมาเป็นคำๆนึงว่า” cherish “
(ประมาณว่า รัก ทะนุถนอม ปกป้องรักษาใครคนนึงหรือสิ่งๆนึงอันเป็นที่รัก~~ไม่รู้จะเลือกคำไทยคำไหนมาบรรยายคำนี้ดีน่ะค่ะ คิดไม่ออก)
เจย์กล่าวว่า “ผมได้มีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่ขึ้นคอนเสิร์ตร้องเพลงเมื่อวานนี้ ครั้งนี้ผมรู้สึกถึงความต่างเเละประสบการณ์ที่น่าชื่นใจ ซึ่งมันเป็นอะไรที่มีค่าสำหรับผมมาก
(คิดว่าที่รู้สึกดีอาจเป็นเพราะว่าไปอยู่อเมริกาทำงานหนักเเละก็เครียดมาก พอได้มาเห็นคนเฝ้ารอเเละเป็นกำลังใจให้เขาเยอะๆก็เลยรู้สึกได้กำลังใจมากขึ้นเเน่ๆเลย)
ไม่มีความสุขกับงานการกุศล เจย์บอกว่า” งานการกุศลมันไม่เหมือนเดิมเเล้ว เพราะว่ามีเเต่คนคิดว่าการจ่ายมากจ่ายน้อยนั้นสำคัญมากกว่าน้ำใจเเละความรักที่มอบให้”
มีกระเเสข่าวลืมเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเจย์ ในเหตุการณ์อุทกภัยที่ไต้หวัน ตอนเเรกเจย์บริจากเงินไป สองล้านหยวน
เเต่มีหลายคนก็ว่าเจย์ว่า เขานั้นบริจาคเงินครั้งนี้น้อยกว่าตอนที่เจย์บริจาคเงินจากตอนเหตุเเผนดินไหวที่เฉฉวนเสียอีก
เจย์ไม่พอใจเเละเเสดงความคิดเห็นว่า”ผมว่าหลายคนกำลังเปลี่ยนความคิดไปอีกทางนึง
พยายามเปลี่ยนความหมายของคำว่าความรักเป็นอย่างอื่น เปลี่ยนมันให้กลายเป็นจำนวน
เเต่ไม่ยอมดูถึงเรื่องเศร้าที่มันเกิดขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พวกเขายังคงติดอยู่กับจำนวนเงินที่บริจาค
เเละก็ทำการเปรียบเทียบกันไป ผมหวังว่าไม่อยากให้ความรักความห่วงใยเปลี่ยนเเปลงไปในทางนั้นเลย”
หลังจากนั้นเจย์ก็เลยบริจาคเพิ่มขึ้น มีรายงานว่าเจย์นั้นได้โทรจากที่อเมริกาให้ร้านของเขาบริจาคเงินเพิ่มขึ้น
เเละก็ขอให้เจ้าหน้าที่ในร้านอาหารของเขาบริจาคเงินเช่นกัน เเละก็นำเงินค่า ทิป ในเเต่ละัวันบริจาคไป
เเละบริจาคเงินกำไรหนึ่งเดือนของที่ร้านให้กับสภากาชาด เเละเมื่อถามเจย์ว่าทำไมถึงไม่เปิดเผยเรื่องที่เขาบริจาคเพิ่มหละ
เจย์บอกว่า “สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับงานการกุศลก็คือการทำด้วยใจรัก เเละผมก็จะไม่บิดเบือนความหมายของมันไปในทางที่ว่าผมบริจาคมากพอหรือเปล่า”

